สู้กับ Lazada ไม่ใช่เรื่องยาก ! เพียงแค่รู้จักปรับแต่ง On-page SEO ให้เจ๋ง

on page seo

สู้กับ Lazada ไม่ใช่เรื่องยาก !  เพียงแค่รู้จักปรับแต่ง On-page SEO ให้เจ๋ง 

สำหรับหลาย ๆ ท่านที่มีธุรกิจออนไลน์ คงหนีไม่พ้นการสร้างเว็บไซต์ E- commerce เพื่อขายสินค้าโดยเฉพาะ ซึ่งคู่แข่งสำคัญยักษ์ใหญ่ ก็คงจะเดาไม่ยากเลย ไม่ว่าจะเป็น Lazada , Shopee  เป็นต้น 

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ให้เว็บไซต์ของเราขายสินค้าได้ วันนี้ผมจะมาสอนเทคนิคการทำ  On-page SEO บนเว็บขายของ WooCommerce กันนะครับ ลองดูว่าจะมีแตกต่างจากการทำ SEO แบบปกติอย่างไรบ้าง 

ทำความรู้จัก On-page SEO บนเว็บไซต์ E-commerce 

On-page SEO สำหรับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ คือ การทำ SEO บนหน้า Category ของสินค้าบน E-Commerce แทนการทำบนหน้า Landing Page และหน้า Content Post ที่จะเป็นการทำ SEO ของเว็บไซต์ธุรกิจทั่วไปนั่นเองครับ

เตรียมเครื่องมือ ทำ On-page SEO E-Commerce

สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการปรับแต่ง SEO มีดังนี้ครับ

  1. WooCommerce Theme

  2. ปลั๊กอิน WooSidebars

  3. ปลั๊กอิน Yoast SEO

  4. ปลั๊กอิน Black Studio TinyMCE Widget

  5. WooCommerce Advanced SEO Categories

ก่อนจะเริ่มแต่ละเครื่องมือ ลองมาทำความรู้จัก WooCommerce กันก่อนดีกว่าครับ  

WooCommerce คือ ปลั๊กอินที่ใช้ในการทำร้านค้าออนไลน์ใน WordPress ซึ่งได้รับมีเจ้าของธุรกิจออนไลน์ใช้งานค่อนข้างสูง จึงทำให้มีนักพัฒนาทำส่วนเสริม Extension เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเติมส่วนที่ขาดไป โดยทำเป็นปลั๊กอินที่สามารถดาวน์โหลดแล้วสามารถใช้งานได้ทันที (ค้นหาจากชื่อปลั๊กอิน แล้วคลิ๊กติดตั้งจากหลังบ้าน /wp-admin ได้เลย) สำหรับท่านใดอยากศึกษาเพิ่ม ลองอ่านคู่มือการใช้งาน Woocommerce ได้นะครับ

กลับมาที่เครื่องมือการทำ On-page SEO ต่อนะครับ 


1. WooCommerce Theme แม้ว่าธีมของ WordPress โดยปกติแล้วจะสามารถลงปลั๊กอิน WooCommerce เพื่อทำเว็บไซต์ขายของได้ แต่หากคุต้องการทำ On-page SEO ให้เว็บไซต์ให้ง่ายและมีคุณภาพ ผมแนะนำให้เลือกใช้ Theme ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานร่วมกับ WooCommerce โดยเฉพาะครับ ผมขอแอบกระซิบบอกดังๆ กับแหล่งซื้อ WooCommerce Theme ลองหาแบบที่ชอบกัน แต่หากยังไม่รู้จะเลือกใช้ธีมไหนดี ผมแนะนำธีมนี้ครับ เพราะเป็นธีมที่สร้างขึ้นมาสำหรับทำเว็บไซต์ขายสินค้า WooCommerce โดยเฉพาะครับ งานง่าย สะดวกสบาย เหมาะสำหรับมือใหม่ และมีคู่มือการใช้งานฉบับภาษาไทยมาให้ด้วย

2. ปลั๊กอิน WooSidebars WooSidebars คือ ปลั๊กอินที่จะช่วยให้สามรถแยกการแสดงผลของ Sidebar บนหน้าเว็บของเราได้ครับ ข้อดีคือทำให้แต่ละหน้าได้แสดงข้อมูล Sidebar แตกต่างกันนั้นเอง

3. ปลั๊กอิน Yoast SEO Yoast SEO คือ ปลั๊กอินที่จะปรับโครงสร้างของ Content  ให้เหมาะกับการ Search Keyword Google ซึ่งตัวปลั๊กอินอาจไม่ได้ทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับแรก ๆ  แต่จะช่วยเช็คลิสต์ให้กับโครงสร้าง Content หน้าเว็บไซต์ของเรา โดนจะแสดงผลเป็นสีไฟสัญญาณจราจร เขียว/เหลือง/แดง เพื่อบอกว่าโครงสร้าง Content ของเราดีรึยัง

4. ปลั๊กอิน Black Studio TinyMCE Widget Black Studio TinyMCE Widget คือ ปลั๊กอินที่เพิ่มลูกเล่นให้กับ Widget Text Editor มี Option และฟังก์ชัน ที่ใช้งานง่ายผมรับรองเลย

5. WooCommerce Advanced SEO Categories WooCommerce Advanced SEO Categories คือ ปลั๊กอินที่ปรับแต่ง On-page SEO บนหน้า Category  แต่หากใช้ WooCommerce Theme อยู่แล้ว ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้ปลั๊กอินตัวนี้ก็ได้นะครับ

ขั้นตอนการทำ WooCommerce On-page SEO ที่ Category

มีด้วยกัน 5 ขั้นตอนด้วยกันนะครับ ประกอบด้วย

  1. ติดตั้งปลั๊กอิน 3 ตัวนี้ให้เรียบร้อยครับ Yoast SEO, WooSidebars และ Black Studio TinyMCE Widget 

  2. คลิกไปที่หน้าหมวดหมู่ของ Catelog ที่ต้องการทำ SEO เลยครับ คลิกเลือกตรง “แก้ไขหมวดหมู่” จากนั้นใส่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของเรา ที่ช่อง Description ผมแนะนำว่าเขียนให้สั้น กระชับ เข้าใจและให้มีความน่าสนใจด้วยนะครับ โดยอย่าลืม ใส่ Keyword ด้วย H1 ลงไปด้วย เพราะเรากำลังทำ SEO กัน 

  1. เติมข้อมูลในส่วน Bottom Content  ของแต่ละหมวดหมู่ ซึ่งส่วนนี้จะต้องใช้เทคนิค Long form content เพื่อทำ SEO  On-Page ให้หน้า Catelog สินค้าของเรามีข้อมูลที่เห็นภาพมากขึ้นครับ

แต่ช่อง Bottom Content ไม่ได้มีมากับทุกธีมนะครับ หากธีมที่ใช้ ไม่ได้รองรับ  WooCommerce จะไม่มีช่องนี้มาด้วย ผมแนะนำให้ใช้ธีม Flatsome ตามตัวอย่าง ก็จะมีช่อง  Bottom Content มาให้เลยครับ ซึ่งหากธีมที่ดาวน์โหลดมาไม่มีจริง ๆ ก็สามารถแก้ได้ด้วยการดาวน์โหลดปลั๊กอิน WooCommerce Advanced SEO Categories ในการสร้าง Bottom Content แทนครับ 

ในส่วนต่อมาที่หลายท่านอาจจะเจอปัญหา ก็คือว่า ในการใส่ข้อมูลในช่อง Bottom Content ต้องใส่ข้อมูลเฉพาะที่เป็น HTML ทำให้การใส่ข้อมูลส่วนนี้อาจจะลำบากนิดหน่อย หากเขียน HTML ไม่เป็น แต่สำหรับธีม Flatsome ที่ผมแนะนำนัั้น จะมีฟังชั่นสร้าง Shortcodes เตรียมมาให้พร้อมครับ ซึ่งเราจะสามารถออกแบบข้อมูลให้สวยงาม ผ่าน UX Block ได้

  1. การสร้าง Shortcodes บน UX Block คือ การสร้างข้อมูลสำหรับพวกป้าย Banner โฆษณาต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้มักจะเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน โดย Shortcodes ที่ถูกสร้างขึ้นมาจะเป็นฟังชั่นสำหรับสร้างข้อมูลส่วนนี้ โดยจะแยกกับเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ เดี๋ยวลองมาดูวิธีการง่าย ๆ ในการสร้างกันครับ 

  • ไปที่เมนู UX Blocks คลิก Add New > ตั้งชื่อ Block ให้เข้าใจง่าย > คลิก Publish > คลิก UX Builder

  • ออกแบบ Content บน UX Builder 

  • ย้อนกลับไปดูที่เมนู UX Blocks ก็จะเห็นรายชื่อ Block ทั้งหมดที่สร้างไว้ และที่ส่วนล่างของชื่อ Block จะแสดงสิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘Shortcode’

  • คัดลอก Shortcode ที่ได้ออกแบบไว้ ไปวางที่ส่วน Bottom Content ของแต่ละหมวดหมู่ครับ

  • จากนั้น update ให้เรียบร้อย และกด View Category เพื่อดูผลลัพธ์ที่ออกแบบสร้างไว้ 

  1. เขียน SEO Title กับ Meta Description ทุกเว็บไซต์ที่ทำ SEO On- Page การเขียน SEO Title และ Meta Description เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเพิ่มคะแนนให้ขึ้นไปอยู่ในอันดับสูง ๆ ครับการเขียน  SEO Title กับ Meta Description ทีดีมีคุณภาพ จะช่วยให้ Google Bot เข้าใจและเห็นภาพรวมของเว็บไซต์และสินค้า ซึ่งผมจะแนะนำขั้นตอนการทำดังนี้ครับ

  • ให้คลิก แก้ไขหมวดหมู่ (Edit Category)

  • ใส่ข้อมูลตรงส่วนของ Yoast Option 

  • Focus keyphrase  ให้ใส่เป็น Focus Keyword ครับ

  • SEO Title ให้วาง Focus Keyword ที่หน้าประโยคยิ่งเป็นคำต้น ๆ ยิ่งดีเลย  

  • การเขียน SEO title ให้น่าสนใจ ช่วยทำให้คนอยากคลิกเข้าไปอ่านบทความของเรา 

  • ถ้า Relate Keywords มีคำที่น่าสนใจ ให้ใช้ Relate Keywords มาผสมลงไปในการเขียน SEO Title จะเสริมให้มีคุณภาพมากขึ้นนะครับ

  • Meta Description คล้าย ๆ เป็นคำนำของบทความ แน่นอนว่าต้องเขียนให้น่าสนใจเช่นเดียวกัน และต้องมี Focus Keyword และ Related Keywords นะครับ

  • เพื่อความเป็นธรรมชาติไม่ควรนำ Focus Keyword วางไว้ต้นประโยค และป้องกันให้ Google ไม่มองว่าเป็น Spam keyword ด้วยครับ

  • Slug  คือ ช่องกำหนด URL ของหน้าเพจนั้น แนะนำว่าเขียน URL ให้สอดคล้องกับ Focus Keyword ก็ดีนะครับ เน้นสั้น กระชับ แต่หากคุณสร้างเว็บด้วย WordPress ผมแนะนำให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษจะดีที่สุด

TIP ! หาก URL เป็นภาษาอังกฤษ ก็ไม่ต้องใส่พวก  The, a, to นะครับ เน้นเขียนให้สั้นกระชับจะดีกว่า

เริ่มต้นทำ WooCommerce Sidebar

WooCommerce Sidebar คือ การทำให้ Shop sidebar ของหมวดหมู่สินค้าแต่ละประเภท แสดงผลแตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้แต่ละหมวดหมู่สินค้าดูน่าสนใจมากขึ้นครับ ผมจะสอนวิธีแบบง่าย ๆ ให้ ลองทำตามกันนะครับ 

  • ติดตั้งปลั๊กอิน WooSidebars ให้เรียบร้อย

  • ตั้งค่า Widget Area

  • คลิก Appearance > Widget Area > ตั้งชื่อ Widget Area

  • เลือก Taxonomy Terms > คลิก Product Categories

  • คลิกเลือกหมวดหมู่ > ไปที่ Sidebar To Replace > เลือก Shop Sidebar > คลิก Plublish

  • สร้าง Widget Area ให้ครบทุกหมวดหมู่สินค้า 

ทำ Nested Categories

Nested Categories คือ การเพิ่มข้อมูลบริเวณ Widget area ในแต่ละหมวดหมู่สินค้านั้นเองครับ ซึ่งหากต้องการเพิ่มความสามารถของ Widget Text editor ให้ติดปลั๊กอิน Black Studio TinyMCE Widget เพิ่มให้เรียบร้อยก่อนครับ

  • เพิ่มข้อมูลลงไปใน Widget area ของแต่ละหมวดหมู่สินค้า

  • โดยลาก Widget เข้าไปใส่ Widget area

  • หากต้องการพิมพ์ข้อความให้ใช้ Widget Visual Editor แทน Widget Text ครับ

  • เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแต่ละหมวดหมู่ของสินค้า ก็จะได้โครงสร้างข้อมูลสินค้าขึ้นมาครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการทำ WooCommerce ขั้นตอนอาจจะมีเยอะหน่อยแต่ถ้าเข้าใจก็ไม่ยากเลยนะครับ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องเพิ่มขึ้นตอนการออกแบบให้สวยงาม บางท่านอาจจะมีทีมกราฟิกดีไซน์ช่วยตรงจุดนี้ แต่สำหรับมือใหม่ ไม่ต้องน้อยใจไปนะครับ ผมเอาตัวอย่างผลงานสวย ๆ มาลองให้ดูเป็น Reference กัน 

สำหรับเจ้าของธุรกิจออนไลน์มือใหม่ อย่าพึ่งกลัวเว็บคู่แข่งใหญ่ ๆ กันเลยนะครับ เพราะเราต้องมั่นใจในสินค้าของเรา และเอาเทคนิคต่าง ๆ ที่ผมได้นำมาฝากนั้นมาลองปรับใช้ ผมเชื่อว่าสู้ได้แน่นอน ซึ่งเทคนิค On-Page SEO นั้นมีมากมายให้ศึกษาและไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ต้องหมั่นอัพเดตและปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอนะครับ  Content ที่สร้างก็ต้องมีความน่าอ่าน น่าสนใจ รูปภาพสินค้าก็ต้องมีสวยงามควบคู่ไปด้วย ลองดูนะครับทุกท่าน

Related Articles